มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นว่า กลมา แฮร์ริส มีนโยบายภาษีกับจีนที่ปลอดภัยกว่านโยบายภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเปรียบเหมือนกับการทิ้งนิวเคลียร์ใส่ลงการค้าจีน
นาย เอสวาร์ ปราสาด (Eswar Prasad) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า หากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เขามีแนวโน้ม ที่จะยกระดับสงครามการค้าและแบ่งขั่ววทางเศรษฐกิจ (Economic decoupling) ทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจสหรัฐฯ – จีน สั่นคลอนยิ่งขึ้น
ส่วนนโยบายภาษีของรองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส จะเป็นไปในแนวทางเดียวกับของ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่เพิ่งถอนตัวจากการลงแข่งขันเลือกตั้ง
ถึงแม้ว่า ทั้งอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี โจ ไบเดน ต่างก็มีแนวคิดที่จะปกป้องเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน แต่กลยุทธ์และวิธีการแตกต่างกันมาก
อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษีศุลกากรเพื่อกีดกันสินค้านำเข้าจากจีนออกไป ในขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แม้จะคงอัตราภาษีศุลกากรไว้ แต่ใช้วิธีเพิ่มรายการสินค้านำเข้าบางรายการ โดยมีเป้าหมายเพื่อ จำกัดการเข้าถึง การถ่ายเทความรู้ด้านเทคโนโลยี หรือ ชิปคอมพิวเตอร์ไปสู่จีน
นโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ : มนุษย์ภาษี (Tariffs man)
ในสมัยแรกของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดชนวนสงครามการค้ากับจีนขึ้น เขาได้กำหนดภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 250 พันล้านดอลลาร์ โดยไม่สนใจคำเตือนว่า ภาษีเหล่านี้จะทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นการทำร้ายผู้บริโภค
แต่หลังจากที่ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งในปี 2563 ประธานาธิบดี ไบเดน ยังคงมาตรการภาษีศุลกากรเดิมไว้ แต่เพิ่มเติมสินค้าในหมวด รถยนต์ไฟฟ้า เซลล์แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ลิเธียม เหล็ก และอลูมิเนียม เป็นมูลค่าประมาณ 18 พันล้านดอลลาร์
สำหรับการเลือกตั้งปีนี้ 2567 ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างคาดว่า กมลา แฮร์ริส จะสานต่อนโยบายภาษีศุลของประธานาธิบดี โจ ไบเดนต่อไป ในขณะที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอให้เพิ่มอัตราภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนอย่างน้อย 60%
สตีเฟน เวย์เมาท์ (Stephen Weymouth) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University) แสดงความเห็นว่า ผมไม่รู้แน่ว่า ทรัมป์จะดำเนินมาตรการที่รุนแรงเช่นนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มภาษีศุลกากรในสมัยที่ 2 ของเขา ซึ่งเปรียบเหมือนการเลือกใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการทำสงครามการค้า
วิลเลียม ไรน์ช (William Reinsch) ประธานธุรกิจระหว่างประเทศ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์นานาชาติ (The Center for Strategic and International Studies) กล่าวว่า ภาษีศุลกากรจะจุดชนวนสงครามการค้าอีกครั้ง ยุติการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่าง 2 ประเทศ ด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล
ไรน์ช ยังเห็นว่า เป้าหมายของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่การแบ่งขั่วทางเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด แต่เพื่อบังคับให้จีนมาเจรจาข้อตกลงการค้า ที่เอื้อประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการบังคับนี้จะไม่ค่อยได้ผล
โดยเห็นจาก การบริหารในสมัยแรกของรัฐบาลทรัมป์ สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนได้เพียง 1 ฉบับในปี 2562 แต่มีการปฏิบัติตามข้อตกลงเพียงไม่กี่ข้อ โดยไม่มีข้อตกลงทางการค้าฉบับถัดไปอีก
ผู้วิจารณ์บางคนกล่าวว่า การที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์เลือกวุฒิสมาชิก เจ. ดี. แวนซ์ (JD Vance ) จากโอไฮโอ เป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า พรรครีพับลิกันเอาจริงเอาจังกับนโยบายภาษีกับจีน วุฒิสมาชิก เจ. ดี. แวนซ์ สนับสนุนมาตรการภาษีศุลกากรในสินค้าจีนอย่างมาก เขาเคยพูดว่า ประเทศจีนเป็น ภัยคุกคามที่สำคัญสุดของสหรัฐฯ ในขณะนี้
นาย อาร์เธอร์ ดอง (Arthur Dong) ศาสตราจารย์ด้านกลยุทธ์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (The Georgetown University) กล่าวว่า “หากผมเป็น ผู้กำหนดนโยบายของจีน ผมกลัวการเลือกตั้งครั้งนี้”
นโยบาย กมลา แฮร์ริส : สงครามเทคโนโลยี (Tech war)
ด้วยกลยุทธิ์ที่แตกต่าง นโยบายภาษีของ กมลา แฮร์ริส จะมุ่งไปที่การจำกัดจีน ในการเข้าถึงความรู้ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงในสหรัฐฯ
รัฐบาล ไบเดน – แฮร์ริส มีการขยายรายการเทคโนโลยี และ เพิ่มรายชื่อบริษัทจีน ที่ถูกควบคุมการส่งออก มีความพยายามลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญในจีน อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง
นอกจากนั้น นโยบายภาษี ไบเดน – แฮร์ริส ยังประกาศจำกัดการลงทุนของสหรัฐฯ ในบริษัทจีน ที่พัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
และก้าวที่ยิ่งใหญ่สุดของรัฐบาล ไบเดน – แฮร์ริส คือ มีการลงนามในกฎหมาย CHIPS and Science Act เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ด้วยงบเกือบ 53 พันล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และ การวิจัยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับจีน
คริส มิลเลอร์ (Chris Miller) ผู้เขียนหนังสือ “Chip War” ตั้งข้อสังเกตว่า การควบคุมการส่งออก และ กฎหมาย CHIPS จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2567 นี้ คาดว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มข้อจำกัดขึ้น ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม
ทางด้านการทูต
รอรี่ แดเนียลส์ (Rorry Daniels) กรรมการผู้จัดการของสถาบัน (Asia Society Policy Institute) แสดงความเห็นว่า นอกจากเรื่องการค้า ทรัมป์ 2.0 ส่งผลกระทบต่อการทูต และ การเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ และ จีน โดยมีแนวโน้มจะลดการหารือกันเกี่ยวกับนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่รัฐบาลปัจจุบัน เน้นย้ำความสำคัญทางการทูต ยังคงแสวงหาความร่วมมือกับ “พันธมิตรที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน” เช่น การล็อบบี้ญี่ปุ่น และ เนเธอร์แลนด์ เพื่อร่วมมือกันในด้านเซมิคอนดักเตอร์
ส่วนความคิดเห็นของ หัวหน้านักวิเคราะห์การค้าโลกจาก (Economist Intelligence Unit) นาย นิค แมโร (Nick Marro) เห็นว่า ความร่วมมือแบบพหุภาคี ที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติ และมีเสรีในการค้าขาย ของรัฐบาลปัจจุบัน จะช่วยลดผลกระทบในทางลบต่อนโยบายการค้า และทำให้นโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น แมโร หวังว่า รัฐบาลหน้าจะยังคงแนวทางความร่วมมือแบบพหุภาคีเช่นนี้ต่อไป
ในทางกลับกัน อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกใช้วิธีการแบบ “ไปคนเดียว” มากกว่า โดยจะนำมาตรการสำหรับจีนมาใช้อย่างรวดเร็ว
ส่วนรัฐบาล ไบเดน – แฮร์ริส มีแนวทางด้านการค้าและการทูตกับจีน ที่ไตร่ตรองและระมัดระวังมากกว่า ทำให้ความสัมพันธ์กับจีนมีความมั่นคงมากกว่า
ไม่ว่าพรรคใดจะได้เดินเข้าสู่ทำเนียบขาว ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน จะตึงเครียดตลอดทศวรรษนี้
สรุป กมลา แฮร์ริส vs โดนัลด์ ทรัมป์ 2.0
- กมลา แฮร์ริส จะสานต่อแนวนโยบายการค้าต่อจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน
- การทำการค้ากับจีนเป็น เรื่องสำคัญลำดับต้นของ โดนัลด์ ทรัมป์ และเขาพร้อมที่จะดำเนินนโยบายภาษี หากได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2
- หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2567 นี้ คาดว่าความตึงเครียดของสงครามการค้าจะเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มจะแบ่งขั่วทางเศรษฐกิจ
ที่มา CNBC




