ครบรอบ 52ปีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า ปลูกป่า ปลูกคน เพื่อเป้าหมายผลักดันให้การพัฒนาเศรษฐกิจ ดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่า 52ปีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
“ความยั่งยืน” เป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการค้า การทำธุรกิจ ด้านเศรษฐกิจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศไทย และโลกสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ภายใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ด้วยแนวคิด”การรักษาและพัฒนาทรัพยากรในปัจจุบัน ให้ดำรงอยู่ต่อไปในอนาคต โดยไม่เบียดเบียนคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ผู้ทรงก่อตั้ง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระราชทานไว้นับตั้งแต่ทรงก่อตั้งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯเมื่อปี 2515 หรือกว่า 52 ปีมาแล้ว (เดิมชื่อ มูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งขึ้นเมื่อปี 2515)
“ตอนนั้นหนูเปรียบเทียบอาชีพครูเหมือนเรามีมะม่วงอยู่ผลหนึ่ง แต่แทนที่เราจะกินหมดแล้วทิ้งไป เราเอาเมล็ดไปปลูกให้ผลิดอกออกผลต่อไปได้ การศึกษาเป็นสิทธิ์ที่คนเราทุกคนควรได้รับ เพราะมองว่าจะเป็นทางรอดของชีวิตอย่างยั่งยืนได้” :ทัศนีย์ โสภณอำนวยกิจ
โครงการต่างๆ โดยเฉพาะต้นแบบด้านการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน ในเวทีระดับโลก อย่างโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

เศรษฐกิจ ชุมชน ป่า ความยั่งยืนชั่วลูกหลาน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มองว่าการบุกรุกทำลายป่าเกิดขึ้นด้วยความจำเป็นเรื่องปากท้อง ดังนั้นแล้ว การปลูกป่าเพื่อให้ป่าต้นน้ำ ระบบนิเวศทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ มีความอุดมสมบูรณ์ชั่วลูกชั่วหลาน แท้จริงมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การปลูกคน ให้ชุมชนมีอาชีพสุจริตที่หลากหลาย เมื่อป่าเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ที่มั่นคง ชุมชนจะหวงแหนรักษาป่าเอง “เศรษฐกิจ ชุมชน และป่า จะไปด้วยกัน”
จวบจนถึงวันนี้ เมล็ดพันธุ์จากพระราชปณิธานของการ ปลูกป่า ปลูกคน ได้ผลิดอกออกผลเป็นรูปธรรม ในมิติทางสังคม นายทรงยศ วิเศษขจรศักดิ์ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าดอยตุง และเจ้าของร้านกาแฟลิเช เป็นตัวอย่างของผู้เติบโตในครอบครัวและสังคมที่มีแต่ความเจ็บ จน ไม่รู้ แต่เมื่อได้รับโอกาส ก็พยายามจนประสบความสำเร็จ
นายทรงยศกล่าวด้วยความภูมิใจว่า ตนเองเกิดที่ดอยตุงอยู่ในครอบครัวเกษตรกร และปลูกฝิ่นขายตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ แทบจะทุกคนในหมู่บ้านติดยาเสพติดจากฝิ่น แต่ชาวบ้าน “ไม่รู้” ว่านี่คือสิ่งผิดกฏหมาย รู้แค่ว่าต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
กระทั่งสมเด็จย่าทรงก่อตั้งโครงการพัฒนาดอยตุงฯ พาผู้ติดยาเสพติดไปบำบัด สร้างอาชีพสุจริต ให้การศึกษา จนชาวบ้านมีอาชีพที่ยั่งยืนได้ถึงทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งเคยได้รับเสด็จฯ สมเด็จย่าใกล้ๆ และเห็นพระองค์ทรงแย้มพระสรวลให้ แม้จะเป็นวัยเด็กมาก แต่ยังประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจมาถึงทุกวันนี้

คว้าโอกาสต่อยอดมีอาชีพที่ยั่งยืน
“ปัจจุบัน ครอบครัวมีอาชีพปลูก และขายกาแฟ จากการส่งเสริมของเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ประกอบกับ ผมเป็นคนช่างสังเกต และชอบต่อยอด ทุกครั้งที่เห็นโอกาส ใหม่ๆ จะรีบคว้าไว้ ตอนแรก ปลูกกาแฟขายผลสดอย่างเดียว รายได้ไม่มาก เพราะโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา จากการที่เราไม่มีความรู้
แต่พอได้ไปดูร้านกาแฟต่างๆ ในเมือง ขายกาแฟแก้วละ 40-50 บาท ก็ตกใจมาก เพราะเรา ต้องขายกาแฟสด ถึง 1 กิโลกรัม กว่าจะได้เงินเท่ากาแฟ 1 แก้วของเขา ซึ่งใช้ปริมาณกาแฟ ในการชงแค่นิดเดียว จึงกลับมาแบ่งปัน กับชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ มีอาชีพปลูกกาแฟ และเดินหน้าหาความรู้เรื่อง การคั่ว แปรรูป หาเงินทุนซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นกองกลาง ให้ชาวบ้านได้ทดลอง ต่อยอดได้”
ปัจจุบัน นายทรงยศ สามารถปลูก และคั่วกาแฟขายเอง ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำยันปลายน้ำ มีร้านกาแฟเป็นของตัวเองถึง 7 สาขา เรียกว่า เป็นการต่อยอดจากโอกาสที่ได้รับ จนได้มีอาชีพที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง
อีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์ แห่งความยั่งยืน ที่ไม่ได้ต้องการยืนหยัดได้แค่ตัวเอง และครอบครัว แต่มีความตั้งใจ ที่จะช่วยหว่านเมล็ดพันธุ์ ของความรู้และแรงบันดาลใจ ให้ลูกศิษย์นับร้อยชีวิตบนดอยตุง

เมล็ดพันธุ์เติบโต ผลิดอกออกผล แบ่งปันถ่ายทอด
นางทัศนีย์ โสภณอำนวยกิจ ครูสอนคณิตศาสตร์ และภาษาจีน โรงเรียนบ้านขาแหย่งพัฒนา อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เล่าว่า เป็นลูกสาวคนโต ในพี่น้อง 4 คน มีเชื้อสายอาข่า-จีน เกิดในยุคที่ค่านิยมของคนในหมู่บ้านสมัยนั้น ต้องการขายลูกสาวให้ไปค้าประเวณี เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด แต่โชคดีที่พ่อและแม่ ไม่ยอมขายลูกเป็นโสเภณี และแม่ผู้ไม่มีสมบัติใดๆ มีความตั้งใจแน่วแน่ ว่า มรดกเดียวที่สามารถให้ลูกได้ คือการส่งเสริมเรื่องการศึกษา
เมื่อโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เข้ามาจึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือและได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จนจบปริญญาตรี ซึ่งหนึ่งความฝันของครูดอยคนนี้ บอกว่าอยากเป็นครูตั้งแต่ ม.5 อยากสร้างโอกาสให้คนอื่น เหมือนที่ได้รับโอกาสบ้าง
“ตอนนั้นหนูเปรียบเทียบอาชีพครูเหมือนเรามีมะม่วงอยู่ผลหนึ่ง แต่แทนที่เราจะกินหมดแล้วทิ้งไป เราเอาเมล็ดไปปลูกให้ผลิดอกออกผลต่อไปได้ การศึกษาเป็นสิทธิ์ที่คนเราทุกคนควรได้รับ เพราะมองว่าจะเป็นทางรอดของชีวิตอย่างยั่งยืนได้” ทัศนีย์ โสภณอำนวยกิจ

30ปีจากเขาหัวโล้น สู่ ป่าเศรษฐกิจ
ส่วนมิติ ด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีความเชี่ยวชาญ ด้านการบริหารจัดการ ทรัพยากรจากการฟื้นฟูต้นน้ำ ที่เคยโดนแผ้วถาง เพื่อปลูกฝิ่น จนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น ประมาณ 100,000 ไร่ และจัดสรรพื้นที่ป่า ตามการใช้ประโยชน์ ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าใช้สอย ที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย จึงไม่มีการบุกรุกป่า และมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มากถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด
พบพันธุ์ไม้ใหม่ของโลกกว่าสิบชนิด และมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าแห่งนี้ เช่น เลียงผา แมวดาว นกปีกแพรเขียว ปลาค้างคาวดอยตุง ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาและดูแลพื้นที่ป่ามากว่า 30 ปี
เมื่อปี 2563 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้นำประสบการณ์ ในการบริหารจัดการพื้นที่ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ไปริเริ่ม “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในการดูแลรักษาป่าชุมชน ใน 9 จังหวัด
โดยเชื่อว่า คาร์บอนเครดิต เป็นกลไกหนึ่ง ที่ตอบโจทย์ให้ชุมชน ดูแลป่าและดูแลตัวเองได้พร้อมๆ กัน ทั้งยังลดการสูญเสียพื้นที่ป่า ลดปัญหาฝุ่นควัน pm 2.5 และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญ ของประเทศด้วย
ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังทำหน้าที่ เผยแพร่องค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และผนึกกำลัง กับพันธมิตรจากภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ดำเนินงานด้านความยั่งยืน หลายมิติ เช่น การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน การจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เพื่อเป้าหมายใหญ่ ในการผลักดัน ให้การพัฒนาเศรษฐกิจ ดำเนินควบคู่ กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป




